แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วิชาการ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วิชาการ แสดงบทความทั้งหมด
วันอาทิตย์ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2556
วันพุธที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2556
วันอาทิตย์ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2555
ลัทธิขงจื๊อ
ลัทธิขงจื๊อ
จากวิกิพีเดีย
สารานุกรมเสรี
ลัทธิขงจื๊อ
(Confucianism) เป็นศาสนาหรือลัทธิ ที่มีขงจื๊อ (551
- 479 ปีก่อน ค.ศ.)
เป็นผู้วางรากฐานให้กับลัทธิขงจื๊อที่มุ่งแก้ไขปัญหาการเมืองและสังคมของจีน
ในสมัยจลาจล โดยเน้นให้มนุษย์อยู่ร่วมกันในสังคมด้วยความสงบสุขเรียบร้อย
ทั้งนี้จะถือหลักการเรื่องมนุษยธรรมและจารีตประเพณี
ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นฐานของหลักแห่งสัมพันธภาพ 5 ประการ ได้แก่
เมตตาธรรม มโนธรรม จริยธรรม สัตยธรรม ปัญญาธรรม (สอดคล้องกับหลักศีล 5 ของพุทธศาสนา)มีบุคคลบางคนกล่าวว่า
ศาสนาขงจื๊อเป็นระบบศีลธรรมหรือหน้าที่พลเมืองดีมากกว่าศาสนา เพราะขงจื๊อมิได้ส่งเสริมให้มีความเชื่อถือในพระเจ้าที่เป็นตัวตน
หรือการสวดอ้อนวอน ตลอดจนการบูชาพระผู้เป็นใหญ่
แม้ขงจื๊อจะสอนหนักไปทางจริยธรรมและ หน้าที่พลเมืองดี
แต่หนังสือบางเล่มที่ขงจื้อแต่งไว้ก็ได้กล่าวถึงเทพเจ้า
และอำนาจของเทพเจ้าที่มีอยู่เหนือโลก เช่นคัมภีร์อี้จิง หรือคัมภีร์ว่าด้วยความเปลี่ยนแปลงได้กล่าวถึง
ซ่างตี้ หรือเซี่ยงตี่ ซึ่งเป็นผู้สร้างโลก เป็นที่น่าสังเกตว่า ขงจื๊อ
เขียนคัมภีร์อี้จิง อันว่าด้วยจักรวาลและการสร้างโลกนั้น
เป็นเพียงการรวบรวมความเชื่อของเก่าที่มีมาดั้งเดิมเกี่ยวกับการสร้างโลก
ตามความเห็นและความเชื่อถือของคนโบราณ
ขงจื๊อสั่งสอนลูกศิษย์โดยไม่เลือกชั้นวรรณะ
ลูกศิษย์ของขงจื๊อจึงมีทุกชนชั้น ทำให้เกิดชนชั้นปัญญาชนขึ้นในสังคมจีน
ปัญญาชนเหล่านี้มีเป้าหมายอยู่ที่การเข้ารับราชการ
โดยหวังว่าปัญญาความรู้ความสามารถที่ได้รับการอบรมมาจะเป็นประโยชน์ต่อการ ปกครองบ้านเมือง
และยังเป็นการสร้างชื่อเสียงและฐานะให้กับตนเอง ครอบครัว วงศ์ตระกูลอีกด้วย
ลัทธิขงจื๊อ เรียกกันในอีกชื่อหนึ่งว่า แนวคิดหยู ซึ่งหมายถึงแนวคิดของปัญญาชน
ผู้ที่ศึกษาแนวคิดของขงจื๊อและนักคิดคนอื่นๆ ในกลุ่มนี้เรียกกันในสมัยโบราณว่า
ปัญญาชนหยู หรือชาวหยู ปัจจุบันลัทธิขงจื๊อแม้จะหมดบทบาทในด้านการเมือง
แต่ในด้านวัฒนธรรม
ลัทธิขงจื๊อยังฝังลึกอยู่ในสังคมจีนนานนับเป็นศตวรรษจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของ
วิถีชีวิตและวัฒนธรรมของชาวจีน
ประวัติและพัฒนาการ
นับตั้งแต่ขงจื๊อเริ่มรวบรวมตำราและคัมภีร์โบราณได้ห้าเล่ม
คือ ซือจิง หรือคัมภีร์กวีนิพนธ์ ซูจิงหรือประวัติศาสตร์โบราณ หลี่จี้
หรือบันทึกว่าด้วยธรรมเนียมประเพณี
อี้จิงหรือคัมภีร์ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงและชุนชิว หรือประวัติศาสตร์สมัยชุนชิว
แล้วได้ตั้งสำนักวิชาให้การศึกษาแก่ประชาชน หลังขงจื๊อเสียชีวิตไปแล้ว
เม่งจื๊อหรือ เมิ่งจื่อ กลายเป็นนักคิดคนสำคัญของสำนักวิชาขงจื๊อหรือหยู
เม่งจื๊อได้สังเคราะห์แนวคิดจากคัมภีร์ทั้งห้า
ที่เน้นเสนอแนะให้ผู้ปกครองยึดมั่นคุณธรรมและสันติวิธี
ยุติศึกสงครามที่กำลังดำเนินอยู่และเดินทางไปเสนอความเห็นแก่ผู้ปกครองใน
อาณาจักรต่าง ๆ แต่ไม่ประสบความสำเร็จนัก
ความคิดสำคัญของเม่งจื๊อคือความเชื่อในความดีงามตามธรรมชาติของมนุษย์
การส่งเสริมการศึกษาและยังเสนอว่าผู้ปกครองต้องมีคุณธรรมเหนือกว่าประชาชน
อีกทั้งประชาชนพึงเคารพนับถือผู้ปกครองที่มีคุณธรรม หากผู้ปกครองไร้คุณธรรม
การล้มล้างเป็นสิ่งที่ชอบธรรม
นักคิดคนสำคัญอีกคนของสำนักขงจื๊อคือซุนจื๊อหรือ
สวินจื่อ ซึ่งเสนอให้อบรมสั่งสอนผู้คนให้มีคุณธรรมเคร่งครัด
โดยเห็นว่าธรรมเนียมประเพณีเป็นเครื่องมือสำคัญที่ทำให้มนุษย์มีคุณธรรมมาก ขึ้น
ซุนจื๊อเชื่อว่า "มนุษย์มีธรรมชาติที่ชั่วร้ายเป็นพื้นฐาน"
ทำให้ต้องมีการควบคุมและอบรมสั่งสอนให้ยึดมั่นคุณธรรมอย่างจริงจัง
นักคิดและปัญญาชนสำนักวิชาขงจื๊อกลับถูกปราบปรามกวาดล้างครั้งใหญ่ในสมัย
ราชวงศ์ฉินหรือจักรพรรดิจิ๋นซี ในเหตุการณ์ "เผาตำรา ฝังบัณฑิต"
เพราะเห็นว่าปัญญาชนขงจื๊อต่อต้านการปกครองและวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลว่าไร้ คุณธรรม
อย่างไรก็ตาม ลัทธิขงจื๊อได้รับการฟื้นฟูและมีบทบาทอีกครั้งในสมัยราชวงศ์ฮั่น (206
ปีก่อน ค.ศ.- ค.ศ. 220) และกลายเป็นลัทธิคำสอนที่มีอิทธิพลต่อการเมืองการปกครองของจีนมากที่สุด
รวมถึงได้รับการส่งเสริมให้แพร่หลายในสังคมในฐานะหลักในการดำเนินชีวิตของ ผู้คน
คัมภีร์และตำราของสำนักวิชาขงจื๊อกลายเป็นตำราเรียนและวิชาหลักของชาวจีน
ตั้งแต่โบราณจนถึงคริสต์ศตวรรษที่ 19
อ้างอิง
- "Confucianism," Microsoft® Encarta® Online Encyclopedia 2008
ที่มา : http://th.wikipedia.org/wiki
ภูมิทัศน์วัฒนธรรมกับการตั้งถิ่นฐานบนที่ลาดชัน
เกรียงไกร
เกิดศิริ. (2551). ชุมชนกับภูมิทัศน์วัฒนธรรม.
กรุงเทพฯ : อุษาคเนย์. หน้า 56-57
“ภูมิทัศน์วัฒนธรรมกับการตั้งถิ่นฐานบนที่ลาดชัน”
การสร้างที่พักอาศัยของคนไทย หรือกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ
ไม่เฉพาะจะมีที่อยู่อาศัยในที่ราบลุ่มริมแม่น้ำที่ดำเนินชีวิตอยู่ใกล้ชิดกับน้ำจนมีการปรับตัวและถ่ายทอดออกมาในรูปแบบการสร้างที่พักอาศัยที่เหมาะสมกับสภาพภูมิประเทศของไทย
เช่นการสร้างเรือนยกพื้นสูง เรือนแพลอยน้ำ
เป็นต้นก็ตาม
แต่สำหรับผู้คนที่อาศัยอยู่บนที่ราบสูง ในพื้นที่ที่มีความลาดชันมาก ได้มีการเรียนรู้สภาพภูมิประเทศ
จนในที่สุดสามารถปรับประยุกต์ออกแบบเพื่อสร้างที่อยู่อาศัยอย่างชาญฉลาด
โดยไม่แตกต่างจากผู้ทีอาศัยอยู่ตามริมแม่น้ำแต่อย่างได
เนื่องจากคนบนที่ราบสูงที่อาศัยอยู่บนที่ลาดภูเขา มีการปรับตัวเพื่ออยู่อาศัยในพื้นที่มี 2
ลักษณะ คือ 1. ปรับสภาพพื้นที่ให้มีที่ราบเพียงพอสำหรับการปลูกสร้างอาคาร 2.
สร้างบ้านเรือนอยู่บนเสาสูง ซึ่งคล้ายกับผู้ที่อยู่อาศัยในที่ลุ่มน้ำท่วมถึง
การปรับสภาพพื้นที่อยู่อาศัยของคนในที่ราบสูงจะปรับพื้นที่แต่พอสามารถสร้างที่พักได้เท่านั้น
และสำหรับไว้ใช้สอย เช่นการเพาะปลูกที่พอเพียง
เพราะถ้ามีการสร้างใหญ่เกินไป
นั่นหมายถึงการสูญเสียด้านทรัพยากรและแรงงานโดยใช่เหตุ
รวมถึงการสร้างที่พักที่วางแนวขนานไปกับเส้นแนวระดับของพื้นที่ สำหรับการสร้างเรือนบนเสาสูงเป็นการสร้างคร่อมพื้นที่ลาดชันของพื้นที่ ทำให้ไม่ต้องปรับแต่งพื้นที่
และไม่เป็นการขวางการระบายน้ำผิวดินในยามที่มีน้ำหลากอีกด้วย
สายน้ำ: จุดกำเนิดชีวิตและภูมิทัศน์วัฒนธรรม
เกรียงไกร เกิดศิริ.
(2551). ชุมชนกับภูมิทัศน์วัฒนธรรม. กรุงเทพฯ : อุษาคเนย์.
หน้า 52-53
“สายน้ำ:
จุดกำเนิดชีวิตและภูมิทัศน์วัฒนธรรม”
ในโลกนี้ประกอบด้วยน้ำสามในสี่ส่วน
จึงถือว่าน้ำเป็นบ่อเกิดของสรรพสิ่งสำหรับการเลือกที่ตั้งถิ่นฐานของคนในอดีต มักเลือกพื้นที่ที่มีน้ำสำหรับการอุปโภคบริโภค
ถ้าไม่ตั้งถิ่นฐานในที่ที่มีแหล่งน้ำสำหรับการใช้สอยก็จะมีภูมิปัญญาในการแสวงหาแหล่งน้ำมาใช้สอยได้ทุกชาติพันธุ์
คนไทยมีความใกล้ชิดกับน้ำมากจนไม่สามารถแยกออกจากกันได้
น้ำจึงเป็นปัจจัยสำคัญในการพิจารณาเลือกพื้นที่ในการตั้งชุมชนขึ้น และที่สำคัญที่สุด
คือการทำนาข้าวที่ต้องการน้ำในปริมาณมาในการเพาะปลูก สำหรับพื้นที่ที่เหมาะสมแก่การทำนาข้าว คือ
ที่ราบลุ่มดินตะกอนปากแม่น้ำซึ่งเป็นที่ราบลุ่มที่มีความลาดชันน้อย ซึ่งเป็นเหตุให้มีน้ำท่วมในฤดูน้ำหลากทุกๆ
ปี ผู้คนที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ในบริเวณนี้จึงต้องหาทางออกที่จะอยู่ร่วมกับความผันผวนของธรรมชาติ ด้วยการเรียนรู้และแก้ปัญหาวิธีต่างๆ
จนสั่งสมกลายเป็นภูมิปัญญาเฉพาะท้องถิ่นจำนวนมากมาย
ผลลัพธ์ของการดำเนินชีวิตและการจัดการเหล่านี้เองที่กลายเป็น
“ภูมิทัศน์วัฒนธรรม” วิถีชีวิตของผู้คนริมคลอง นิยมใช้แม่น้ำเป็นเส้นทางคมนาคม และการอุปโภค แต่น้ำสำหรับบริโภคจะรองน้ำฝนใส่ตุ่มที่วางเรียงรายอยู่หน้าบ้าน
สะพานที่ยื่นออกมาทำหน้าที่เป็นจุดเปลี่ยนถ่ายจากบ้านสู่เรือที่ลอยอยู่หน้าบ้าน
นอกจากนี้สะพานยังทำหน้าที่เป็นพื้นที่เอนกประสงค์สำหรับนั่งกินลมชมวิว
พบปะพูดคุยกับเพื่อนบ้านยามเย็น
ท่านชอบพุทธศาสนาในเหลี่ยมไหน
พุทธทาสภิกขุ.
(ม.ป.ป) คู่มือมนุษย์. กรุงเทพฯ : ธรรมสภา. หน้า 1-22
“ท่านชอบพุทธศาสนาในเหลี่ยมไหน”
หนังสือทุกเล่มในปัจจุบันที่กล่าวถึงการเกิดขึ้นของศาสนา
จะเห็นว่าเขาเขียนไว้เหมือนกัน คือคนป่าดั้งเดิมมีความกลัวเป็นพื้นฐาน
จึงสรุปว่าศาสนาเกิดมาในโลกด้วยอำนาจแห่งความกลัว
ความกลัวของคนรุ่นใหม่กลัวความเกิด แก่ เจ็บ ตาย กลัวความโลภ โกรธ หลง
ชนิดที่วัตถุภายนอกช่วยอะไรไม่ได้ ที่สุดแห่งศาสนา คือปัญญา ในที่สุดก็สามารถหาวิธีชนะความกลัวเหล่านั้นได้ พระพุทธศาสนาไม่ประสงค์การคาดคะเน แต่จะทำอะไรไปด้วยปัญญาของตัวเอง
คือต้องฟังและพิจารณาจนเข้าใจจริงจึงเชื่อ
และพยายามทำให้ปรากฏผลด้วยตนเอง พุทธศาสนาเนื้องอก
คือการเกิดขึ้นของนิกายต่างๆ จนแถบจะเรียกชื่อไม่ถูก ถือเป็นเนื้อร้ายที่งอกขึ้นปิดบังห่อหุ้มเนื้อดี
หรือแก่นแท้ของพุทธศาสนาให้ค่อยๆ ลบเลือนไป
จนกระทั้งกลายเป็นนิกายตันตระ ที่เนื่องด้วยกามารมณ์
จำเป็นที่ต้องแยกแยะให้ออกอะไรพุทธแท้จะได้ไม่ถือแต่เปลือกที่ติดอยู่แค่พิธีรีตอง
ที่มุ่งปฏิบัติผิดไปจากจุดมุ่งหมายเดิม
ถ้ามองในแง่ศีลธรรม
พุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งศีลธรรม
เพราะมีการกล่าวถึงบาปบุญ
ดีชั่ว ความกตัญญูกตเวที ความสามัคคี ความเปิดเผยตัวตน ในแง่ที่สูงขึ้นไปเป็นสัจจธรรม (Truth)
ที่กล่าวถึงความจริงที่ลึกซึ้งซ้อนเร้นที่คนสามัญจะเห็นได้
คือความว่างเปล่าของสัพพสิ่งทั้งปวง (สุญญตา) ส่วนในฐานะที่เป็นศาสนา (Religion)
ได้แก่ศีล สมาธิ ปัญญา
และผลที่เกิดจากจากการปฏิบัติคือความหลุดพ้น
คือถ้าใครปฏิบัติตามอย่างจริงจังก็สามารถหลุดพ้นได้จริง
ฮีตสิบสอง
สำลี
รักสุทธี. (2553).
ฮีตสิบสองคลองสิบสี่. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์
พ.ศ. วัฒนา จำกัด. หน้า 9-121
“ฮีตสิบสอง”
คำว่า ฮีต
เป็นภาษาไทยอีสาน หมายถึง จารีตประเพณีที่ปฏิบัติสืบต่อกันมาเป็นเวลานาน
ซึ่งจะต้องมีการถือปฏิบัติ
แม้กระทั้งในด้านประเพณีวัฒนธรรมก็ต้องมีหลักปฏิบัติที่เหมือนๆ กัน มี 12 คือ ฮีตที่ 1 บุญเข้ากรรม
ฮีตที่ 2 บุญคูณลาน
ฮีตที่ 3 บุญข้าวจี่
ฮีตที่ 4 บุญเผวส
ฮีตที่ 5 บุญสงกรานต์
ฮีตที่ 6 บุญบั้งไฟ
ฮีตที่ 7 บุญชำฮะ
ฮีตที่ 8 บุญเข้าพรรษา
ฮีตที่ 9 บุญข้าวประดับดิน
ฮีตที่ 10 บุญข้าวสาก (วันสารท)
ฮีตที่ 11 บุญออกพรรษา
ฮีตที่ 12 บุญกฐิน
ซึ่งจากบุญในแต่ละฮีตนี้นั้น สามารถสรุปและแยกเป็นประเภทได้ดังนี้
1. บุญที่เกี่ยวข้องกับพระสงฆ์โดยตรง มี 6 คือ บุญเข้ากรรม บุญข้าวจี่ บุญเผวส บุญเข้าพรรษา บุญออกพรรษา และบุญกฐิน
2. บุญที่เกี่ยวกับการทำมาหากิน ในลักษณะการขอพรเพื่อความโชคดี มีความอุดมสมบูรณ์ในพืชพันธุ์ธัญญาหารของตน มี 2 คือ บุญคูณลาน และบุญบั้งไฟ
3. บุญเกี่ยวกับขวัญกำลังใจในการดำรงชีวิต ภายใต้ความเชื่อของคนในท้องถิ่น ว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ตนนับถือนั้นจะช่วยให้ชีวิตของตนมีความเจริญรุ่งเรือง ปลอดภัย มี 2 คือ บุญสงกรานต์ และบุญชำฮะ
4 . บุญเกี่ยวกับความกตัญญู เน้นที่การรู้จักคิดถึงผู้มีพระคุณที่ล่วงลับไปแล้วหรือยังมีชีวิตอยู่ มี 2 คือบุญข้าวประดับดิน และบุญข้าวสาก (สารท)
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)