แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อ้างอิงจากแหล่งข้อมูลอื่น แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อ้างอิงจากแหล่งข้อมูลอื่น แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

กฎไตรลักษณ์ : พญามัจจุราชได้พรากชีวิตน้องแป้งจากปิยชน

          กฏของไตรลักษณ์ หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “กฏสามัญญลัษณะ” คือลักษณะที่ปรากฏขึ้นตามธรรมชาติของมัน มี ๓ ลักษณะ ดังนี้
         ๑. สภาวะที่ทุกสรรพสิ่งที่เกิดขึ้นมาบนโลกใบนี้ หรือนอกโลกนี้ มีสภาวะที่ไม่แน่นอน ไม่เที่ยงแท้ เรียกสภาวะที่เกิดขึ้นนั้นว่า อนิจจัง
        ๒. สภาวะที่มีลักษณะปรากฏกับทุกสรรพสิ่งที่เกิดขึ้น มีอาการแก่ เจ็บ และตายไปในที่สุด ซึ่งไม่สามารถทนอยู่ได้นาน เรียกสภาวะที่เกิดขึ้นนั้นว่า ทุกขัง
         ๓. สะสาร หรือทุกมูลสภาวะที่เกิดขึ้น มีลักษณะไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตน ไม่ใช่เขา ไม่ใช่เรา เรียกสภาวะที่ปรากฏนั้นว่า อนัตตา
         รูป-นาม ที่ปรากฏขึ้นจะต้องเป็นไปตามกฎธรรมชาติทั้ง ๓ อย่างนั้น  ไม่มีผู้ใดหลีกเลี่ยงไปได้สักราย  ความจริงตรงนี้เปรียบเสมือนกิริยาการกินข้าวของมนุษย์เรา  คือ ตั้งแต่แรกเกิดมาทุกคนจะต้องกินข้าว  จะกินได้มากได้น้อยนั้นขึ้นอยู่กับความต้องการของร่างกาย  เมื่อกินเสร็จแล้วสารอาหารต่างๆ ตามหลักโภชนาหารก็ย่อมส่งผลต่อร่างกายของคนเราให้มีลักษณะแตกต่างกันออกไปตามหลักสรีระศาสตร์  ขั้นสุดท้ายอาหารที่กินเข้าไปก็ตองมีการขับถ่ายออกมาเป็นมูลในที่สุด  เรียกกลไกนี้ว่า “ห่วงโซ่แห่งการมีชีวิต” จะมีการสืบทอดไปเรื่อยๆ ไม่จบสิ้น
         ประเด็นที่หยิบยกขึ้นเป็นหัวข้อเรื่องว่า “ความไม่แน่นอนคือความแน่นอน” ผู้เขียนต้องการสื่อถึง “การเกิด-ตาย” ของมนุษย์ที่เกิดมา ที่พร้อมไปด้วยสติปัญญา อวัยวะน้อยใหญ่ และทักษะความสามารถที่เรียนรู้ได้หลังจากเจริญเติบโตแล้ว
         ความไม่แน่นอน หมายถึง วิถีแห่งการเกิดมาเป็นมนุษย์ของคนเรานั้นมันยาก เพราะเบื้องต้นคนๆ นั้นจะต้องมีศีลที่บริสุทธิ์พอมั่นใจได้ว่าหลังจากที่ตนตายไปแล้วจะต้องได้เกิดมาเป็นมนุษย์อีกอย่างแน่นอน ทุกดวงจิตเมื่อมีการจุติแล้วไปปฏิสนธิที่แตกต่างกัน บ้างก็มาจากเทวโลก (สวรรค์) บ้างก็มาจากอบายภูมิ (นรก-เปรต-เดรัจฉาน-อสูรกาย) บ้างก็มาจากพรหมโลก ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการกระทำของตนเป็นหลัก  การจะไปข้างหน้าเราสามารถกำหนดได้  แต่เมื่อมาเกิดแล้วเรากำหนดให้เป็นไม่ได้ (ต้องยอมรับกรรม)
         ความแน่นอน หมายถึง กิริยาของพญามัจจุราช คือความตาย ซึ่งถือเป็นกฎหมายที่มีความเที่ยงตรงที่สุด ไม่มีใครคัดค้านได้ ไม่เหมือนกฎหมายนิรโทษกรรมที่สังคมไทยกำลังต่อต้านอยู่ในขณะนี้ (พ.ย พ.ศ. ๒๕๕๖) ในท่ามกลางความแน่นอนนี้ก็ยังมีความไม่แน่นอนแฝงอยู่อีก  คือโดยปกติมนุษย์มีอายุอยู่ได้ ๘๐-๙๐-๑๐๐ ปี ก็ถึงแก่ความตาย  แต่มีอีกหลายชีวิตที่ไม่สามารถดำรงชีวิตให้อยู่ถึงตัวเลขที่กำหนดนี้ได้  สาเหตุเพราะประสบกับกฎแห่งกรรมบ้าง อุบัติเหตุกรรมมาตัดรอนบ้าง หรือไม่ก็เพราะภัยธรรมชาติกวาดล้างบ้าง เป็นต้น
         เพื่อความกระชับแน่นแห่งเนื้อหาและมีความสมบูรณ์ทั้ง    อรรถะ พยัญชนะ ข้าพเจ้าขอยกกรณีตัวอย่างมาประกอบการเขียน  ซึ่งเป็นเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้น กับหญิงสาวที่ชื่อ

ที่มา : WWW.Blogger.Com
นางสาวนันทพร ศิลาอ่อน หรือน้องแป้ง  นิสิตมหาวิทยาลัยมหาสารคาม คณะมนุษย์ศาสตร์และสังคมศาสตร์ สาขาวิชาภาษาอังกฤษ ชั้นปีที่ ๓ ครอบครัวของน้องแป้งมีด้วยกัน ๔ ชีวิต คุณพ่อมีอาชีพรับราชการครู เป็นผู้อำนวยการโรงเรียนประถม คุณแม่เป็นแม่บ้าน และพี่ชายหลังจากเรียนจบได้ทำงานที่กรุงเทพฯ ครอบครัวของน้องแป้งเป็นครอบครัวที่อบอุ่น มีความน่ารัก อยู่กันพร้อมหน้าพ่อ-แม่-ลูกๆ และมีคุณตากับคุณยายมาอยู่ด้วย รูปร่างหน้าตาและลักษณะนิสัยต่างๆ ของน้องแป้งจะได้เหมือนคุณแม่ กล่าวได้ว่าถอดแบบพิมพ์เดียวกันเลย  เห็นคุณแม่ก็เหมือนเห็นน้องแป้ง  ทุกคนในหมู่บ้านแม้กระทั่งพระสงฆ์ในวัด ต่างก็ชื่นชมน้องแป้งว่า เป็นเด็กดี มีความประพฤติเรียบร้อย มีนิสัยชอบเข้าวัดทำบุญให้ทานอยู่เป็นประจำ ทุกวันพระน้องแป้งจะพาคุณยายไปทำบุญที่วัดเสมอๆ (จากคำบอกเล่า)


ความแน่นอนคือความไม่แน่นอน
        โอ้  อนิจจา  ลมหายใจของหญิงสาวผู้ใจบุญชั่งหมดเร็วเหลือเกิน  ก่อนที่เธอจะเสียชีวิตประมาณหนึ่งอาทิตย์  น้องแป้งได้มาช่วยงานศพพี่สาว ซึ่งมีบ้านอยู่ตรงข้ามกัน (ทิศตะวันตก-ตะวันออกถนน) วันแต่งงานของพี่สาวคือวันประชุมเพลิงพี่สาว (วันแต่งกับวันเผาเป็นวันเดียวกัน) เนื่องจากประสบอุบัติเหตุถูกรถไฟชนรถยนต์ที่นั่งมากับแฟนหนุ่มจากไปลองชุดเจ้าสาวและไปบอกญาติๆ ที่ต่างอำเภอ รถกระเด็นตกข้างทางผู้หญิงตายคาที่ส่วนแฟนหนุ่มไม่เป็นอะไรมากนัก  เมื่อบำเพ็ญกุศลอุทิศให้กับพี่สาวซึ่งเป็นญาติๆ กันเสร็จแล้ว  น้องแป้งได้กลับไปเรียนหนังสือตามปรกติได้ประมาณหนึ่งอาทิตย์  ทางบ้านได้โอนเงินเป็นค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันไปให้  เมื่อเลิกเรียนก็ได้นั่งรถมอเตอร์ไซต์ไปถอนเงินที่ตู้ ATM ขณะที่ยังอยู่ในชุดนักศึกษา  แต่แล้วอนิจจังระหว่างทางที่รถกำลังแล่นไปนั้น  กระโปรงที่เธอนุ่งซึ่งมีชายกระโปรงที่ยาว  ได้เข้าไปพันกับล้อรถจักรยานยนต์ล้มลงทันที ขณะเดียวกันได้มีรถหกล้อบรรทุกรถเกี่ยวข้าวซึ่งวิ่งมาตามหลังมาด้วยความเร็ว พุ่งชนเข้าอย่างจัง น้องแป้งสิ้นลมหายใจทันที  เนื้อตัวเต็มไปด้วยร่องรอยบาดแผลจากรถล้มและรถชน (ถลอกปอกเปิดเต็มไปหมด) เมื่อทางบ้านได้ทราบข่าวการจากไปของลูกสาวอันเป็นดั่งแก้วตาดวงใจของพ่อ-แม่-พี่ ทุกอย่างเหมือนถูกไฟช็อต มีอาการตกตลึงกับข่าวที่เกิดขึ้น  ความโศกพึ่งจางหายไปก็กลับทวีความเศร้าอีกครั้ง  บวกกับช่วงเวลานั้น กระแสการตายโหงกำลังมาแรง  ทุกคนมองว่าคนที่ตายก่อนมาเอาดวงวิญญาณไป  สร้างความกลัวให้กับพ่อ-แม่เด็กวัยรุ่นในละแวกนั้นเป็นอย่างมาก

ที่มา : WWW.Blogger.Com


         ก่อนนำส่งร่างอันไร้วิญญาณของน้องแป้งไปสลายที่เมรุสถานนั้น  ข้าพเจ้าได้มีโอกาสไปแสดงธรรมสังเวช ๑ กัณฑ์ จึงถือโอกาสนี้พูดธรรมะให้ญาติโยม คณะเจ้าภาพ และผู้มีเกียรติทั้งหลายได้ฟัง  ได้ยกเหตุการณ์ครั้งที่เกิดเหตุการณ์ผู้คนล้มตายเป็นจำนวนมากในสมัยพุทธกาล  พระพุทธเจ้าทรงให้พระอานนท์พุทธอนุชาทำน้ำมนต์สวดบท “รตนปริตต์” พร้อมกับพรมน้ำมนต์ไปยังที่ต่างๆ และขอให้ผู้คนถือไตรสรณคมณ์ สมาทานศีล ๕,๘ ให้เคร่งครัด เหตุการณ์ต่างๆ ก็เริ่มสงบและเข้าสู่เหตุการณ์ปกติ ดิน ฟ้า อากาศ ปกติไม่พิโรธ  การบรรยายธรรมในครั้งนี้จะได้ผลหรือไม่    ไม่สามารถคาดการณ์ได้มากนัก  แต่จากเหตุการณ์ดังกล่าวนี้  ส่งผลให้ผู้คนในชุมชนบ้านโดน อำเภอสนม เข้าวัดไปเจริญพุทธมนต์ นั่งภาวนาแผ่เมตตาตลอดทุกวัน  ตั้งแต่มีเหตุการณ์นี้ขึ้น  จำนวนญาติโยมที่ไปสวดมนต์เย็นที่วัดประมาณ ๕๐ คน เหตุการณ์ที่ยกมากล่าวนี้สามารถสอนเราได้ตลอดเวลาว่า “อย่าประมาท” ในชีวิตจริงไม่มีคำว่า เด็ก-คนแก่-คนยาก-คนจน-คนโง่-คนฉลาดหรอก ทุกชีวิตอาจตายได้ทุกเวลา ทุกนาที  ทางที่ดีที่สุดขอให้ทุกคนได้ฝึกหัดตายเอาไว้บ้าง  ฝึกภาวนาให้จิตใจมั่นคง แล้วชีวิตจะไม่ผิดหวัง
         ในท้ายที่สุดนี้  ขอผลบุญทั้งหลายที่เกิดขึ้นจากธรรมบรรยายชุดนี้  ข้าพเจ้าขออุทิศให้กับนางสาวนันทพร ศิลาอ่อน (น้องแป้ง) ได้มีทิพยสมบัติเป็นที่ไปในเบื้องหน้า  มีบุญนำพาดวงจิตให้พบความสุขสมหวัง ตลอดกาลนานในสัมปรายภพโน้น เทอญ.

หมายเหตุ
       ๑.  ขอบคุณครองครัวศิลาอ่อนที่ได้นิมนต์ให้ไปบรรยายธรรมสังเวชในวันฌาปนกิจสรีระสังขารน้องแป้ง
       ๒.  รูปน้องแป้งที่ใช้ประกอบการเขียนได้จาก Blogger ของน้องแป้ง ที่เธอเขียนไว้ตอนยังมีชีวิตอยู่

วันอาทิตย์ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2555

ลัทธิขงจื๊อ



ลัทธิขงจื๊อ
จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

          ลัทธิขงจื๊อ (Confucianism) เป็นศาสนาหรือลัทธิ ที่มีขงจื๊อ (551 - 479 ปีก่อน ค.ศ.) เป็นผู้วางรากฐานให้กับลัทธิขงจื๊อที่มุ่งแก้ไขปัญหาการเมืองและสังคมของจีน ในสมัยจลาจล โดยเน้นให้มนุษย์อยู่ร่วมกันในสังคมด้วยความสงบสุขเรียบร้อย ทั้งนี้จะถือหลักการเรื่องมนุษยธรรมและจารีตประเพณี ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นฐานของหลักแห่งสัมพันธภาพ 5 ประการ ได้แก่ เมตตาธรรม มโนธรรม จริยธรรม สัตยธรรม ปัญญาธรรม (สอดคล้องกับหลักศีล 5 ของพุทธศาสนา)มีบุคคลบางคนกล่าวว่า ศาสนาขงจื๊อเป็นระบบศีลธรรมหรือหน้าที่พลเมืองดีมากกว่าศาสนา เพราะขงจื๊อมิได้ส่งเสริมให้มีความเชื่อถือในพระเจ้าที่เป็นตัวตน หรือการสวดอ้อนวอน ตลอดจนการบูชาพระผู้เป็นใหญ่ แม้ขงจื๊อจะสอนหนักไปทางจริยธรรมและ หน้าที่พลเมืองดี แต่หนังสือบางเล่มที่ขงจื้อแต่งไว้ก็ได้กล่าวถึงเทพเจ้า และอำนาจของเทพเจ้าที่มีอยู่เหนือโลก เช่นคัมภีร์อี้จิง หรือคัมภีร์ว่าด้วยความเปลี่ยนแปลงได้กล่าวถึง ซ่างตี้ หรือเซี่ยงตี่ ซึ่งเป็นผู้สร้างโลก เป็นที่น่าสังเกตว่า ขงจื๊อ เขียนคัมภีร์อี้จิง อันว่าด้วยจักรวาลและการสร้างโลกนั้น เป็นเพียงการรวบรวมความเชื่อของเก่าที่มีมาดั้งเดิมเกี่ยวกับการสร้างโลก ตามความเห็นและความเชื่อถือของคนโบราณ
          ขงจื๊อสั่งสอนลูกศิษย์โดยไม่เลือกชั้นวรรณะ ลูกศิษย์ของขงจื๊อจึงมีทุกชนชั้น ทำให้เกิดชนชั้นปัญญาชนขึ้นในสังคมจีน ปัญญาชนเหล่านี้มีเป้าหมายอยู่ที่การเข้ารับราชการ โดยหวังว่าปัญญาความรู้ความสามารถที่ได้รับการอบรมมาจะเป็นประโยชน์ต่อการ ปกครองบ้านเมือง และยังเป็นการสร้างชื่อเสียงและฐานะให้กับตนเอง ครอบครัว วงศ์ตระกูลอีกด้วย ลัทธิขงจื๊อ เรียกกันในอีกชื่อหนึ่งว่า แนวคิดหยู ซึ่งหมายถึงแนวคิดของปัญญาชน ผู้ที่ศึกษาแนวคิดของขงจื๊อและนักคิดคนอื่นๆ ในกลุ่มนี้เรียกกันในสมัยโบราณว่า ปัญญาชนหยู หรือชาวหยู ปัจจุบันลัทธิขงจื๊อแม้จะหมดบทบาทในด้านการเมือง แต่ในด้านวัฒนธรรม ลัทธิขงจื๊อยังฝังลึกอยู่ในสังคมจีนนานนับเป็นศตวรรษจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของ วิถีชีวิตและวัฒนธรรมของชาวจีน

ประวัติและพัฒนาการ
          นับตั้งแต่ขงจื๊อเริ่มรวบรวมตำราและคัมภีร์โบราณได้ห้าเล่ม คือ ซือจิง หรือคัมภีร์กวีนิพนธ์ ซูจิงหรือประวัติศาสตร์โบราณ หลี่จี้ หรือบันทึกว่าด้วยธรรมเนียมประเพณี อี้จิงหรือคัมภีร์ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงและชุนชิว หรือประวัติศาสตร์สมัยชุนชิว แล้วได้ตั้งสำนักวิชาให้การศึกษาแก่ประชาชน หลังขงจื๊อเสียชีวิตไปแล้ว เม่งจื๊อหรือ เมิ่งจื่อ กลายเป็นนักคิดคนสำคัญของสำนักวิชาขงจื๊อหรือหยู เม่งจื๊อได้สังเคราะห์แนวคิดจากคัมภีร์ทั้งห้า ที่เน้นเสนอแนะให้ผู้ปกครองยึดมั่นคุณธรรมและสันติวิธี ยุติศึกสงครามที่กำลังดำเนินอยู่และเดินทางไปเสนอความเห็นแก่ผู้ปกครองใน อาณาจักรต่าง ๆ แต่ไม่ประสบความสำเร็จนัก ความคิดสำคัญของเม่งจื๊อคือความเชื่อในความดีงามตามธรรมชาติของมนุษย์ การส่งเสริมการศึกษาและยังเสนอว่าผู้ปกครองต้องมีคุณธรรมเหนือกว่าประชาชน อีกทั้งประชาชนพึงเคารพนับถือผู้ปกครองที่มีคุณธรรม หากผู้ปกครองไร้คุณธรรม การล้มล้างเป็นสิ่งที่ชอบธรรม
          นักคิดคนสำคัญอีกคนของสำนักขงจื๊อคือซุนจื๊อหรือ สวินจื่อ ซึ่งเสนอให้อบรมสั่งสอนผู้คนให้มีคุณธรรมเคร่งครัด โดยเห็นว่าธรรมเนียมประเพณีเป็นเครื่องมือสำคัญที่ทำให้มนุษย์มีคุณธรรมมาก ขึ้น ซุนจื๊อเชื่อว่า "มนุษย์มีธรรมชาติที่ชั่วร้ายเป็นพื้นฐาน" ทำให้ต้องมีการควบคุมและอบรมสั่งสอนให้ยึดมั่นคุณธรรมอย่างจริงจัง
          นักคิดและปัญญาชนสำนักวิชาขงจื๊อกลับถูกปราบปรามกวาดล้างครั้งใหญ่ในสมัย ราชวงศ์ฉินหรือจักรพรรดิจิ๋นซี ในเหตุการณ์ "เผาตำรา ฝังบัณฑิต" เพราะเห็นว่าปัญญาชนขงจื๊อต่อต้านการปกครองและวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลว่าไร้ คุณธรรม อย่างไรก็ตาม ลัทธิขงจื๊อได้รับการฟื้นฟูและมีบทบาทอีกครั้งในสมัยราชวงศ์ฮั่น (206 ปีก่อน ค.ศ.- ค.ศ. 220) และกลายเป็นลัทธิคำสอนที่มีอิทธิพลต่อการเมืองการปกครองของจีนมากที่สุด รวมถึงได้รับการส่งเสริมให้แพร่หลายในสังคมในฐานะหลักในการดำเนินชีวิตของ ผู้คน คัมภีร์และตำราของสำนักวิชาขงจื๊อกลายเป็นตำราเรียนและวิชาหลักของชาวจีน ตั้งแต่โบราณจนถึงคริสต์ศตวรรษที่ 19

อ้างอิง
  • "Confucianism," Microsoft® Encarta® Online Encyclopedia 2008
ที่มา : http://th.wikipedia.org/wiki

ภูมิทัศน์วัฒนธรรมกับการตั้งถิ่นฐานบนที่ลาดชัน



เกรียงไกร  เกิดศิริ.  (2551). ชุมชนกับภูมิทัศน์วัฒนธรรม. กรุงเทพฯ : อุษาคเนย์. หน้า 56-57
“ภูมิทัศน์วัฒนธรรมกับการตั้งถิ่นฐานบนที่ลาดชัน”
        การสร้างที่พักอาศัยของคนไทย  หรือกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ ไม่เฉพาะจะมีที่อยู่อาศัยในที่ราบลุ่มริมแม่น้ำที่ดำเนินชีวิตอยู่ใกล้ชิดกับน้ำจนมีการปรับตัวและถ่ายทอดออกมาในรูปแบบการสร้างที่พักอาศัยที่เหมาะสมกับสภาพภูมิประเทศของไทย เช่นการสร้างเรือนยกพื้นสูง  เรือนแพลอยน้ำ เป็นต้นก็ตาม   แต่สำหรับผู้คนที่อาศัยอยู่บนที่ราบสูง ในพื้นที่ที่มีความลาดชันมาก  ได้มีการเรียนรู้สภาพภูมิประเทศ จนในที่สุดสามารถปรับประยุกต์ออกแบบเพื่อสร้างที่อยู่อาศัยอย่างชาญฉลาด โดยไม่แตกต่างจากผู้ทีอาศัยอยู่ตามริมแม่น้ำแต่อย่างได
          เนื่องจากคนบนที่ราบสูงที่อาศัยอยู่บนที่ลาดภูเขา  มีการปรับตัวเพื่ออยู่อาศัยในพื้นที่มี 2 ลักษณะ คือ 1. ปรับสภาพพื้นที่ให้มีที่ราบเพียงพอสำหรับการปลูกสร้างอาคาร 2. สร้างบ้านเรือนอยู่บนเสาสูง  ซึ่งคล้ายกับผู้ที่อยู่อาศัยในที่ลุ่มน้ำท่วมถึง  การปรับสภาพพื้นที่อยู่อาศัยของคนในที่ราบสูงจะปรับพื้นที่แต่พอสามารถสร้างที่พักได้เท่านั้น และสำหรับไว้ใช้สอย เช่นการเพาะปลูกที่พอเพียง  เพราะถ้ามีการสร้างใหญ่เกินไป  นั่นหมายถึงการสูญเสียด้านทรัพยากรและแรงงานโดยใช่เหตุ  รวมถึงการสร้างที่พักที่วางแนวขนานไปกับเส้นแนวระดับของพื้นที่  สำหรับการสร้างเรือนบนเสาสูงเป็นการสร้างคร่อมพื้นที่ลาดชันของพื้นที่  ทำให้ไม่ต้องปรับแต่งพื้นที่ และไม่เป็นการขวางการระบายน้ำผิวดินในยามที่มีน้ำหลากอีกด้วย

สายน้ำ: จุดกำเนิดชีวิตและภูมิทัศน์วัฒนธรรม



เกรียงไกร  เกิดศิริ.  (2551). ชุมชนกับภูมิทัศน์วัฒนธรรม. กรุงเทพฯ : อุษาคเนย์. หน้า 52-53
“สายน้ำ: จุดกำเนิดชีวิตและภูมิทัศน์วัฒนธรรม”
          ในโลกนี้ประกอบด้วยน้ำสามในสี่ส่วน  จึงถือว่าน้ำเป็นบ่อเกิดของสรรพสิ่งสำหรับการเลือกที่ตั้งถิ่นฐานของคนในอดีต  มักเลือกพื้นที่ที่มีน้ำสำหรับการอุปโภคบริโภค  ถ้าไม่ตั้งถิ่นฐานในที่ที่มีแหล่งน้ำสำหรับการใช้สอยก็จะมีภูมิปัญญาในการแสวงหาแหล่งน้ำมาใช้สอยได้ทุกชาติพันธุ์  คนไทยมีความใกล้ชิดกับน้ำมากจนไม่สามารถแยกออกจากกันได้  น้ำจึงเป็นปัจจัยสำคัญในการพิจารณาเลือกพื้นที่ในการตั้งชุมชนขึ้น  และที่สำคัญที่สุด คือการทำนาข้าวที่ต้องการน้ำในปริมาณมาในการเพาะปลูก  สำหรับพื้นที่ที่เหมาะสมแก่การทำนาข้าว  คือ ที่ราบลุ่มดินตะกอนปากแม่น้ำซึ่งเป็นที่ราบลุ่มที่มีความลาดชันน้อย  ซึ่งเป็นเหตุให้มีน้ำท่วมในฤดูน้ำหลากทุกๆ ปี  ผู้คนที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ในบริเวณนี้จึงต้องหาทางออกที่จะอยู่ร่วมกับความผันผวนของธรรมชาติ  ด้วยการเรียนรู้และแก้ปัญหาวิธีต่างๆ จนสั่งสมกลายเป็นภูมิปัญญาเฉพาะท้องถิ่นจำนวนมากมาย  ผลลัพธ์ของการดำเนินชีวิตและการจัดการเหล่านี้เองที่กลายเป็น “ภูมิทัศน์วัฒนธรรม”  วิถีชีวิตของผู้คนริมคลอง  นิยมใช้แม่น้ำเป็นเส้นทางคมนาคม  และการอุปโภค  แต่น้ำสำหรับบริโภคจะรองน้ำฝนใส่ตุ่มที่วางเรียงรายอยู่หน้าบ้าน  สะพานที่ยื่นออกมาทำหน้าที่เป็นจุดเปลี่ยนถ่ายจากบ้านสู่เรือที่ลอยอยู่หน้าบ้าน  นอกจากนี้สะพานยังทำหน้าที่เป็นพื้นที่เอนกประสงค์สำหรับนั่งกินลมชมวิว พบปะพูดคุยกับเพื่อนบ้านยามเย็น

ท่านชอบพุทธศาสนาในเหลี่ยมไหน



พุทธทาสภิกขุ.  (ม.ป.ป) คู่มือมนุษย์.  กรุงเทพฯ : ธรรมสภา. หน้า 1-22

“ท่านชอบพุทธศาสนาในเหลี่ยมไหน”
        หนังสือทุกเล่มในปัจจุบันที่กล่าวถึงการเกิดขึ้นของศาสนา จะเห็นว่าเขาเขียนไว้เหมือนกัน คือคนป่าดั้งเดิมมีความกลัวเป็นพื้นฐาน จึงสรุปว่าศาสนาเกิดมาในโลกด้วยอำนาจแห่งความกลัว  ความกลัวของคนรุ่นใหม่กลัวความเกิด แก่ เจ็บ ตาย กลัวความโลภ โกรธ หลง ชนิดที่วัตถุภายนอกช่วยอะไรไม่ได้ ที่สุดแห่งศาสนา คือปัญญา ในที่สุดก็สามารถหาวิธีชนะความกลัวเหล่านั้นได้  พระพุทธศาสนาไม่ประสงค์การคาดคะเน  แต่จะทำอะไรไปด้วยปัญญาของตัวเอง คือต้องฟังและพิจารณาจนเข้าใจจริงจึงเชื่อ  และพยายามทำให้ปรากฏผลด้วยตนเอง  พุทธศาสนาเนื้องอก คือการเกิดขึ้นของนิกายต่างๆ จนแถบจะเรียกชื่อไม่ถูก ถือเป็นเนื้อร้ายที่งอกขึ้นปิดบังห่อหุ้มเนื้อดี หรือแก่นแท้ของพุทธศาสนาให้ค่อยๆ ลบเลือนไป  จนกระทั้งกลายเป็นนิกายตันตระ ที่เนื่องด้วยกามารมณ์ จำเป็นที่ต้องแยกแยะให้ออกอะไรพุทธแท้จะได้ไม่ถือแต่เปลือกที่ติดอยู่แค่พิธีรีตอง ที่มุ่งปฏิบัติผิดไปจากจุดมุ่งหมายเดิม  ถ้ามองในแง่ศีลธรรม  พุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งศีลธรรม  เพราะมีการกล่าวถึงบาปบุญ  ดีชั่ว  ความกตัญญูกตเวที  ความสามัคคี ความเปิดเผยตัวตน  ในแง่ที่สูงขึ้นไปเป็นสัจจธรรม (Truth) ที่กล่าวถึงความจริงที่ลึกซึ้งซ้อนเร้นที่คนสามัญจะเห็นได้ คือความว่างเปล่าของสัพพสิ่งทั้งปวง (สุญญตา)  ส่วนในฐานะที่เป็นศาสนา (Religion) ได้แก่ศีล สมาธิ  ปัญญา และผลที่เกิดจากจากการปฏิบัติคือความหลุดพ้น คือถ้าใครปฏิบัติตามอย่างจริงจังก็สามารถหลุดพ้นได้จริง